ข้ามไปยังเนื้อหา

ฟิลเลอร์คาง ขมับ จมูก: จุดไหนมีฉลากรองรับ จุดไหนนอกฉลาก และความเสี่ยงเฉพาะจุด

สารบัญ

ผู้หญิงใส่เสื้อคลุมถักสีมิ้นต์ เท้าคางมองด้านข้างไปทางหน้าต่าง บนพื้นหลังสีฟ้า

สรุปสั้น ๆ

  • คางและขมับมีผลิตภัณฑ์ HA ที่ FDA สหรัฐฯ บันทึกข้อบ่งใช้ไว้ ส่วนจมูกไม่มี และ FDA แนะนำไม่ให้ฉีดจมูก [2][3][5][1]
  • ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดคางเป็นจุดเสี่ยงตาบอดต่ำ ขมับสูง และจมูกสูงมาก [7]
  • ฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของทุกจุด จึงควรให้แพทย์ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ฉีด และรู้สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ [1]

ฟิลเลอร์คาง ขมับ จมูก จุดไหนมีฉลากรองรับ

บริเวณผลิตภัณฑ์ HA ที่ฐานข้อมูล FDA บันทึกข้อบ่งใช้ไว้ (ปีที่บันทึก)ความเสี่ยงตาบอดและปัญหาการมองเห็นตามฉันทามติปี 2020
คางJuvéderm Voluma XC (2020) Restylane Defyne (2021) Restylane Lyft (2025) [2][3][4]ต่ำ [7]
ขมับJuvéderm Voluma XC (2023) Restylane Contour (2026) [2][3]สูง [7]
จมูกไม่พบรายการ และ FDA แนะนำไม่ให้ฉีด [5][1]สูงมาก [7]

เลื่อนดูตาราง →

ในฐานข้อมูล FDA สหรัฐฯ คางและขมับมีผลิตภัณฑ์ HA ที่บันทึกข้อบ่งใช้ไว้ ส่วนจมูกไม่พบรายการใดเลย [2][3][5] สำหรับคาง ฐานข้อมูลบันทึก Juvéderm Voluma XC (2020) Restylane Defyne (2021) และ Restylane Lyft (2025) ในผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 21 ปี [2][3][4]

สำหรับขมับ ฐานข้อมูลบันทึก Juvéderm Voluma XC (2023) สำหรับขมับยุบระดับปานกลางถึงรุนแรง และ Restylane Contour (2026) [2][3] FDA ยังบันทึกว่า Restylane Contour จะจำหน่ายให้เฉพาะผู้ให้บริการที่ผ่านโปรแกรมฝึกอบรมเฉพาะผลิตภัณฑ์เมื่อใช้กับขมับ [3] และอนุมัติโปรแกรมฝึกอบรมเฉพาะผลิตภัณฑ์ของ Voluma XC สำหรับขมับเมื่อ ค.ศ. 2024 [2]

สำหรับจมูก ข้อความคำสั่งอนุมัติทั้ง 1,060 รายการของรหัสผลิตภัณฑ์ LMH ไม่มีคำว่า nose, nasal หรือ rhinoplasty [5] หน้าของ FDA ที่ระบุว่าเนื้อหาเป็นปัจจุบันถึง 07/06/2023 ระบุว่า FDA แนะนำไม่ให้ใช้ฟิลเลอร์ฉีดบริเวณระหว่างคิ้ว จมูก รอบดวงตา หน้าผาก หรือคอ และระบุว่าความเสี่ยงของการใช้ที่ไม่ได้รับอนุมัติยังไม่เป็นที่ทราบ [1] บทความทบทวนปี 2023 ระบุว่าการใช้ฟิลเลอร์ชนิดใดก็ตามในจมูกเป็นการใช้นอกฉลาก และผู้ป่วยควรได้รับแจ้งเรื่องนี้ [9]

ข่าวแจก อย. ปี 2566 ยกตัวอย่างบริเวณที่ใช้ฟิลเลอร์ รวมทั้งจมูกและคาง แต่ระบุว่าฟิลเลอร์แต่ละชนิดเหมาะกับบริเวณต่างกัน และรายละเอียดอยู่บนฉลากและเอกสารกำกับ [6] ข้อมูลของ FDA สหรัฐฯ บอกสถานะในสหรัฐฯ ไม่ได้บอกทะเบียนในไทย จึงควรขอเลขทะเบียน อย. และดูฉลากของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ เรื่องยี่ห้ออ่านต่อใน [[filler-brands-compared]] ภาพรวมของฟิลเลอร์อ่านใน [[what-is-filler]]

ฟิลเลอร์คางคืออะไร

ฟิลเลอร์คางคือการฉีดฟิลเลอร์ที่คางเพื่อปรับรูปคาง ในงานทดลองแบบสุ่ม 2 งาน ผลที่พบบ่อยคืออาการเจ็บ แข็ง และบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง [10][11] ทั้งสองงานรับผู้เข้าร่วมที่มีคางร่นและอายุ 22 ปีขึ้นไป [10][11]

งานแรกฉีด VYC-20L ของ Allergan ให้ผู้เข้าร่วม 192 คน หลังการรักษาเริ่มแรก ผู้เข้าร่วมรายงานในสมุดบันทึกว่าเจ็บเมื่อกด 81.8% แข็ง 75.1% และบวม 68.5% ส่วนใหญ่ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายภายใน 1 สัปดาห์ [10] ผู้เข้าร่วม 1 คนมีเนื้อเยื่ออักเสบและฝีที่ต้องเข้าโรงพยาบาลรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดและระบายหนอง ซึ่งหายโดยไม่มีผลตกค้าง [10]

งานที่สองฉีด Restylane Defyne พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการรักษา 14% ของผู้ที่ได้รับฟิลเลอร์ในการรักษาเริ่มแรก ระยะเวลากลางอยู่ที่ 4 วัน และทุกเหตุการณ์ระดับเล็กน้อย ยกเว้นอาการเจ็บที่ตำแหน่งฉีดระดับปานกลาง 1 เหตุการณ์ [11] มีก้อน 2 เหตุการณ์ หนึ่งเหตุการณ์เริ่มช้าที่ 53 วันหลังฉีด [11]

สองงานนี้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างกันและวัดต่างกัน และได้รับทุนจากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรนำตัวเลขมาเทียบกัน [10][11] ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดการฉีดคางไว้ในกลุ่มเสี่ยงตาบอดต่ำสุด แต่ยังระบุว่ากลุ่มนี้ควรทำโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมในสถานพยาบาล [7] เรื่องก้อนและระยะเวลาที่ฟิลเลอร์อยู่อ่านต่อใน [[filler-aftercare-lumps-duration]]

ฟิลเลอร์ขมับคืออะไร

ฟิลเลอร์ขมับคือการฉีดฟิลเลอร์แก้ขมับยุบ และฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดขมับเป็นจุดเสี่ยงสูงกว่าคาง [7] ขมับยุบเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยตามวัย [8]

บทความทบทวนปี 2019 จัดขมับเป็น 1 ใน 6 จุดอันตรายของใบหน้าที่เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดถูกกด ร่วมกับระหว่างคิ้ว ใต้ตา ริมฝีปาก ร่องแก้ม และจมูก [8] ผู้เขียนระบุว่าต้องหลีกเลี่ยงหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำที่ผ่านบริเวณขมับ [8]

ฉันทามติปี 2020 กำหนดว่าจุดเสี่ยงสูง ซึ่งรวมขมับ ควรทำโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเพียงพอ ใช้ความรู้กายวิภาคปัจจุบัน และทำในสถานพยาบาลที่เรียกบุคลากรทางการแพทย์ได้ทันที [7] ข้อกำหนดเรื่องการฝึกอบรมสอดคล้องกับที่ FDA บันทึกไว้กับผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบ่งใช้ขมับ [3][2]

FDA ระบุว่าความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของฟิลเลอร์ทุกจุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แต่ผลอาจร้ายแรงและถาวร เช่น เนื้อเยื่อตาย ตาบอด และโรคหลอดเลือดสมอง [1]

ฟิลเลอร์จมูกคืออะไร

ฟิลเลอร์จมูกคือการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปจมูก ซึ่ง FDA สหรัฐฯ แนะนำไม่ให้ทำ และฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดจมูกเป็นจุดเสี่ยงตาบอดสูงมาก [1][7] บทความทบทวนปี 2023 เรียกการฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกว่า nonsurgical หรือ liquid rhinoplasty และระบุว่าการใช้ฟิลเลอร์ในจมูกเป็นการใช้นอกฉลาก [9]

บทความทบทวนนั้นอธิบายว่าฟิลเลอร์ที่เข้าหลอดเลือดอาจไหลย้อนไปตามหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงสันจมูกถึงระบบหลอดเลือดของดวงตาและทำให้ตาบอดถาวร และหลอดเลือดของจมูกมีรูปแบบต่างกันมากในแต่ละคน [9] ผู้เขียนสรุปว่าการฉีดจมูกเป็นหัตถการเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับผู้ฉีดมือใหม่ [9]

บทความทบทวนเดียวกันรายงานผลการวิเคราะห์อภิมาน 37 งาน ผู้ป่วย 8,604 คน ที่ทำ nonsurgical rhinoplasty ว่าพบภาวะแทรกซ้อนรวม 2.52% ส่วนใหญ่คือรอยช้ำ (1.58%) และพบสูญเสียการมองเห็น 0.09% กับผิวหนังตาย 0.08% [9] ตัวเลขนี้เป็นค่ารวมจากรายงานที่ตีพิมพ์ ไม่ใช่ความเสี่ยงของแต่ละคน

ในรายงานตาบอดจากฟิลเลอร์ที่ผู้เขียนฉันทามติรวบรวมจากงานทบทวนปี 2015 และ 2018 บริเวณที่พบบ่อยคือจมูก (56.3%) ระหว่างคิ้ว (27.1%) และหน้าผาก (18.8%) [7] ฉันทามติจัดจมูกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ซึ่งควรทำโดยผู้ที่มีประสบการณ์มาก ผ่านการฝึกอบรมครบถ้วน และทำในสถานพยาบาลทางการแพทย์ [7]

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ ควรถามแพทย์อะไร

ควรถามว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีฉลากรองรับบริเวณนั้นหรือไม่ และสถานพยาบาลมีแผนรับมืออย่างไรหากฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด [1][6] FDA ให้คุยเรื่องตำแหน่งที่ฉีดและความเสี่ยง และอ่านเอกสารกำกับของผลิตภัณฑ์นั้น [1] อย. ไทยแนะให้เลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประจำ และตรวจเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ [6]

FDA ให้รีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการเจ็บผิดปกติ การมองเห็นเปลี่ยน ผิวบริเวณใกล้จุดฉีดขาว เทา หรือน้ำเงิน หรือมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ระหว่างหรือหลังฉีดไม่นาน [1] รายการคำถามที่ควรเตรียมมีดังนี้ เรื่องฟิลเลอร์ใต้ตาอ่านใน [[under-eye-filler-questions]]

  • ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ชื่อรุ่นอะไร เลขทะเบียน อย. คืออะไร และฉลากรองรับบริเวณที่จะฉีดหรือไม่ [6][1]
  • ถ้าบริเวณนั้นไม่อยู่ในข้อบ่งใช้บนฉลาก (เช่น จมูก) แพทย์ให้เหตุผลและอธิบายความเสี่ยงอย่างไร [1][9]
  • แพทย์ผ่านการฝึกอบรมการฉีดบริเวณนี้โดยเฉพาะหรือไม่ และทำในสถานพยาบาลที่รับมือภาวะฉุกเฉินได้หรือไม่ [7]
  • ถ้าฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด สถานพยาบาลมีแผนรับมืออย่างไร [1]
  • ประวัติแพ้ยาชา คอลลาเจน ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การตั้งครรภ์ และโรคเลือดออกง่าย มีเรื่องไหนที่ต้องแจ้งก่อนฉีด [1]

คำถามที่พบบ่อย

ฟิลเลอร์คางคืออะไร มีผลิตภัณฑ์ที่ FDA บันทึกข้อบ่งใช้ไหม?

คือการฉีดฟิลเลอร์ที่คางเพื่อปรับรูปคาง ฐานข้อมูล FDA สหรัฐฯ บันทึกข้อบ่งใช้คางของ Juvéderm Voluma XC (2020) Restylane Defyne (2021) และ Restylane Lyft (2025) [2][3][4]

ฟิลเลอร์ขมับฉีดได้ไหม?

ฐานข้อมูล FDA สหรัฐฯ บันทึกข้อบ่งใช้ขมับของ Juvéderm Voluma XC (2023) และ Restylane Contour (2026) แต่ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดขมับเป็นจุดเสี่ยงสูง ควรทำโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมในสถานพยาบาล [2][3][7]

ฟิลเลอร์จมูกอันตรายไหม?

FDA สหรัฐฯ แนะนำไม่ให้ใช้ฟิลเลอร์ฉีดจมูก [1] ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญจัดจมูกเป็นจุดเสี่ยงตาบอดสูงมาก [7] และบทความทบทวนระบุว่าเป็นการใช้นอกฉลาก [9]

ฉีดคางบวมกี่วัน?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานสำหรับทุกคนและทุกผลิตภัณฑ์ ในงานทดลองหนึ่ง ผลส่วนใหญ่หายภายใน 1 สัปดาห์ [10] อีกงานพบว่าอาการในสมุดบันทึกส่วนใหญ่หายภายใน 14 วัน [11]

ฟิลเลอร์จมูกกับขมับ จุดไหนเสี่ยงกว่ากัน?

ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญปี 2020 จัดจมูกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด (สูงมาก) และขมับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ส่วนคางเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ [7]

อาการแบบไหนหลังฉีดฟิลเลอร์ต้องรีบพบแพทย์?

FDA ให้รีบพบแพทย์ถ้ามีอาการเจ็บผิดปกติ การมองเห็นเปลี่ยน ผิวใกล้จุดฉีดขาว เทา หรือน้ำเงิน หรือมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง [1]

ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ การทำหัตถการทุกชนิดควรทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต

แหล่งอ้างอิง

  1. US Food and Drug Administration. Dermal Fillers (Soft Tissue Fillers). Content current as of 07/06/2023; accessed 2026-10-12. https://www.fda.gov/medical-devices/aesthetic-cosmetic-devices/dermal-fillers-soft-tissue-fillersกลับไปที่ข้อความ
  2. US Food and Drug Administration. openFDA device PMA database, PMA P110033 (Juvederm Voluma, Volbella, Vollure, Skinvive), approval order statements; queried 2026-10-12. https://api.fda.gov/device/pma.json?search=pma_number:P110033&limit=1000กลับไปที่ข้อความ
  3. US Food and Drug Administration. openFDA device PMA database, PMA P140029 (Restylane Refyne, Defyne, Kysse, Contour), approval order statements; queried 2026-10-12. https://api.fda.gov/device/pma.json?search=pma_number:P140029&limit=1000กลับไปที่ข้อความ
  4. US Food and Drug Administration. openFDA device PMA database, PMA P040024 (Restylane family), approval order statements; queried 2026-10-12. https://api.fda.gov/device/pma.json?search=pma_number:P040024&limit=1000กลับไปที่ข้อความ
  5. US Food and Drug Administration. openFDA device PMA database, all 1,060 records of product code LMH (dermal fillers for the face), read in two pages; queried 2026-10-12. https://api.fda.gov/device/pma.json?search=product_code:LMH&limit=1000 and https://api.fda.gov/device/pma.json?search=product_code:LMH&limit=1000&skip=1000กลับไปที่ข้อความ
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). อย. แนะผู้บริโภค ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ก่อนใช้บริการ. ข่าวแจก 133, 5 กรกฎาคม 2566; accessed 2026-10-12. https://www.fda.moph.go.th/news/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8Cกลับไปที่ข้อความ
  7. Goodman GJ, Magnusson MR, Callan P, et al. A Consensus on Minimizing the Risk of Hyaluronic Acid Embolic Visual Loss and Suggestions for Immediate Bedside Management. Aesthetic Surgery Journal. 2020;40(9):1009-1021. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7427155/กลับไปที่ข้อความ
  8. Rohrich RJ, Bartlett EL, Dayan E. Practical Approach and Safety of Hyaluronic Acid Fillers. Plastic and Reconstructive Surgery Global Open. 2019;7(6):e2172. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6635180/กลับไปที่ข้อความ
  9. Hall SS, Kontis TC. Nonsurgical rhinoplasty. World Journal of Otorhinolaryngology - Head and Neck Surgery. 2023;9(3):212-219. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10541163/กลับไปที่ข้อความ
  10. Beer K, Kaufman-Janette J, Bank D, et al. Safe and Effective Chin Augmentation With the Hyaluronic Acid Injectable Filler, VYC-20L. Dermatologic Surgery. 2021;47(1):80-85. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7752233/
  11. Marcus K, Moradi A, Kaufman-Janette J, et al. A Randomized Trial to Assess Effectiveness and Safety of a Hyaluronic Acid Filler for Chin Augmentation and Correction of Chin Retrusion. Plastic and Reconstructive Surgery. 2022;150(6):1240e-1248e. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9698183/
บทความนี้มีประโยชน์ไหม?