ฟิลเลอร์ คืออะไร ฉีดตรงไหนได้บ้าง ละลายได้ไหม และความเสี่ยงที่ควรรู้

สรุปสั้น ๆ
- ฟิลเลอร์เป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดฉีด และ FDA สหรัฐฯ ให้ถือการฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการทางการแพทย์ ไม่ใช่การทำความงามทั่วไป [1][3]
- FDA อนุมัติฟิลเลอร์เป็นรายผลิตภัณฑ์และรายตำแหน่ง ส่วนระหว่างคิ้ว จมูก รอบดวงตา หน้าผาก และคอ FDA ระบุว่ายังไม่ได้อนุมัติ [1]
- ฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยาลูโรนิกละลายได้ด้วยเอนไซม์ แต่ชนิดถาวรเอาออกยากหรือเอาออกไม่ได้ [1][5]
ฟิลเลอร์ คืออะไร
ฟิลเลอร์คืออุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดฉีดที่ใช้เติมให้ใบหน้าดูเรียบหรือเต็มขึ้น [1] FDA สหรัฐฯ เรียกอีกอย่างว่า soft tissue filler หรือ wrinkle filler [1] อย. ไทยอธิบายว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับฉีดเพื่อเติมเต็มหรือทำให้ริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้าดูตื้นขึ้น [3]
อย. จัดฟิลเลอร์เป็นเครื่องมือแพทย์ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขายต้องขออนุญาตก่อนจำหน่าย [3] FDA สหรัฐฯ ระบุว่าการฉีดฟิลเลอร์ควรถือเป็นหัตถการทางการแพทย์ ไม่ใช่การทำความงามทั่วไป [1]
ฟิลเลอร์ต่างจากโบท็อกและสกินบูสเตอร์ อ่านเปรียบเทียบได้ใน [[botox-vs-filler]] และ [[skin-booster-vs-filler]]
ชนิดของฟิลเลอร์ และชนิดไหนใช้กันมากที่สุด
| วัสดุ | ถูกร่างกายดูดซึมไหม | ระยะที่ FDA ระบุ |
|---|---|---|
| กรดไฮยาลูโรนิก (HA) | ใช่ [2] | ราว 6-12 เดือน [2] |
| แคลเซียมไฮดรอกซีลาพาไทต์ (CaHA) | ใช่ [2] | ราว 18 เดือน [2] |
| PLLA | ใช่ [2] | ผลค่อย ๆ ชัดขึ้นตามเวลา และอาจอยู่ได้นานถึง 2 ปี [2] |
| PMMA | ไม่ใช่ (ถาวร) [2] | ไม่ถูกดูดซึม [2] |
เลื่อนดูตาราง →
FDA แบ่งวัสดุฟิลเลอร์เป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ เช่น กรดไฮยาลูโรนิก และชนิดถาวรที่ไม่ถูกดูดซึม โดยกรดไฮยาลูโรนิกใช้กันมากที่สุดทั่วโลก [2][6] กรดไฮยาลูโรนิก (HA) เป็นน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ที่พบในเนื้อเยื่อของร่างกาย เมื่ออยู่ในรูปเจลจะจับน้ำและพองตัว จึงเกิดผลเติมเต็ม [2] HA ในฟิลเลอร์อาจมาจากแบคทีเรียหรือหงอนไก่ และบางชนิดถูกปรับโครงสร้างทางเคมี (cross-link) เพื่อให้อยู่ในร่างกายนานขึ้น [2]
ชนิดอื่นที่ FDA ระบุคือแคลเซียมไฮดรอกซีลาพาไทต์ (CaHA) ซึ่งเป็นแร่ที่พบในฟันและกระดูก กับ PLLA ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ [2] ส่วนชนิดถาวรคือ PMMA และ FDA อนุมัติผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกดูดซึมเพียงตัวเดียว [2] ผลิตภัณฑ์ถาวรได้รับอนุมัติเฉพาะร่องแก้มและแผลเป็นจากสิวที่แก้ม [1]
ตารางสรุปตามข้อมูลของ FDA ระยะเวลาเป็นค่าโดยประมาณของวัสดุ และ FDA บอกว่าระยะที่ผลอยู่ขึ้นกับทั้งวัสดุและตำแหน่งที่ฉีด [1][2] ฟิลเลอร์บางชนิดผสมยาชาลิโดเคนเพื่อลดความเจ็บขณะฉีด [2] ถ้าอยากรู้ว่าฉลากที่เขียนว่า HA อ่านอย่างไร ดูที่ [[hyaluronic-acid-label]]
ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง
FDA สหรัฐฯ อนุมัติฟิลเลอร์ที่ถูกดูดซึมได้ให้ใช้กับร่องและริ้วรอยบนใบหน้า ริมฝีปาก แก้ม คาง และหลังมือ ตามผลิตภัณฑ์แต่ละตัว [1] การอนุมัติของ FDA ระบุไว้สำหรับผู้ใหญ่อายุ 22 ปีขึ้นไป [1]
ฟิลเลอร์ที่ถูกดูดซึมได้ได้รับอนุมัติสำหรับริ้วรอยและร่องที่ปานกลางถึงลึก เช่น ร่องแก้ม และริ้วรอยเล็ก ๆ รอบปาก [1] ส่วนการเพิ่มปริมาตรที่ริมฝีปาก แก้ม คาง และหลังมือ FDA จัดเป็นอีกกลุ่มข้อบ่งใช้ [1]
FDA ระบุว่าไม่ได้อนุมัติการใช้ฟิลเลอร์ที่บริเวณระหว่างคิ้ว จมูก รอบดวงตา หน้าผาก หรือคอ และแนะนำไม่ให้ใช้ในบริเวณเหล่านี้ [1] เรื่องฟิลเลอร์ใต้ตา อ่านต่อใน [[under-eye-filler-questions]]
อย. ไทยระบุว่าฟิลเลอร์แต่ละชนิดเหมาะกับการฉีดในบริเวณต่างกัน รายละเอียดอยู่บนฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ [3] FDA ก็ระบุว่าผลิตภัณฑ์ต่างกันได้รับอนุมัติสำหรับบริเวณต่างกัน และบางตำแหน่งยังไม่ได้ผ่านการพิจารณา [1] ดังนั้นคำถามว่าฉีดตรงไหนได้ ต้องดูที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ตัวนั้น ไม่ใช่ดูจากชื่อบริเวณอย่างเดียว [1][3]
รายละเอียดแต่ละบริเวณอยู่ใน [[lip-filler]] [[chin-temple-nose-filler]] และ [[nasolabial-cheek-filler]]
ฟิลเลอร์ละลายได้ไหม
ฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยาลูโรนิกละลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส ส่วนชนิดถาวรเอาออกยากหรือเอาออกไม่ได้ [1][5] FDA ระบุว่าถ้าต้องเอาฟิลเลอร์ออกหรือลดปริมาณเพราะผลข้างเคียง อาจต้องใช้การฉีด การผ่าตัด หรือวิธีอื่น ซึ่งมีความเสี่ยงของตัวเอง [1]
แนวทางปฏิบัติสำหรับแพทย์ฉบับหนึ่งอธิบายว่าไฮยาลูโรนิเดสย่อยโครงสร้างของ HA และใช้ละลายฟิลเลอร์ HA แบบ cross-link ได้ [5] แพทย์ใช้เมื่อฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด เมื่อเกิดก้อนที่ขึ้นหลังฉีดเป็นสัปดาห์หรือเดือน หรือเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจ เช่น ฉีดมากเกินหรือฟิลเลอร์เคลื่อนที่ [5]
แนวทางเดียวกันระบุว่าในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ การใช้ไฮยาลูโรนิเดสเพื่อละลายฟิลเลอร์ถือเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียน และผู้ป่วยควรได้รับแจ้งในขั้นตอนขอความยินยอม [5] ผู้เขียนยังพูดถึงความกังวลเรื่องการแพ้เอนไซม์ที่ได้จากสัตว์ [5]
เรื่องทะเบียนของยาไฮยาลูโรนิเดสในไทย บทความนี้ไม่ได้ตรวจสอบ ให้ถามแพทย์ว่าใช้ผลิตภัณฑ์ใด และเช็กสถานะล่าสุดกับ อย.
ฟิลเลอร์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ที่พบบ่อยคือช้ำ บวม แดง และเจ็บ ส่วนความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด [1] ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ เช่น บวมและช้ำ เกิดไม่นานหลังฉีด และหลายอาการหายได้ในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ [1] แต่บางกรณีเกิดขึ้นหลังฉีดเป็นสัปดาห์ เดือน หรือเป็นปี [1]
ที่พบน้อยกว่าคือก้อนหรือแกรนูโลมา การติดเชื้อ แผลเปิด การแพ้ และเนื้อเยื่อตาย [1] ที่มีรายงานถึง FDA แต่พบได้ยากคือแพ้รุนแรง ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ ฟิลเลอร์รั่วหรือแตก ก้อนแข็งถาวร และเสียชีวิต [1]
ฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตันและเนื้อเยื่อขาดเลือด FDA ระบุว่าโอกาสเกิดต่ำ แต่ถ้าเกิดขึ้นอาจรุนแรงและถาวร รวมถึงเนื้อเยื่อตาย การมองเห็นผิดปกติถึงตาบอด และโรคหลอดเลือดสมอง [1] อย. ไทยเตือนในทำนองเดียวกันว่าอาจเกิดเส้นเลือดอุดตัน เนื้อเยื่อตาย หรือตาบอดได้ [3]
งานทบทวนอย่างเป็นระบบปี 2019 รวบรวมได้ 190 รายที่ตาบอดจากฟิลเลอร์ โดย 90 ราย (47%) เกี่ยวกับไขมันของตัวเองที่นำมาฉีด และ 53 ราย (28%) เกี่ยวกับ HA [6] ผู้เขียนสรุปว่าไขมันของตัวเองพบบ่อยที่สุด ทั้งที่ HA เป็นฟิลเลอร์ที่ใช้กันมากที่สุดทั่วโลก [6] ตัวเลขนี้นับจากรายงานผู้ป่วย ไม่ใช่อัตราการเกิด จึงบอกไม่ได้ว่าเกิดบ่อยแค่ไหน [6]
คณะผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่ทบทวนฟิลเลอร์ HA สรุปว่าอาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้ และเหตุการณ์ร้ายแรงพบได้น้อย [4] พวกเขาระบุว่าความรู้เรื่องกายวิภาคใบหน้า การเลือกผู้ป่วยและผลิตภัณฑ์ และเทคนิคที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้ [4]
อาการแบบไหนหลังฉีดฟิลเลอร์ต้องรีบพบแพทย์
FDA ให้พบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการปวดผิดปกติ มองเห็นเปลี่ยนไป ผิวใกล้จุดฉีดซีด เทา หรือน้ำเงิน หรือมีสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง [1] อาการเหล่านี้อาจเกิดขณะฉีดหรือไม่นานหลังฉีด [1]
FDA ระบุว่าผู้ฉีดควรหยุดฉีดทันทีเมื่อพบสัญญาณว่าเข้าหลอดเลือด เช่น ผิวซีด การมองเห็นเปลี่ยน หรือปวดผิดปกติ และควรมีแผนรักษาไว้ล่วงหน้า [1] สัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองที่ FDA ยกตัวอย่างมีดังนี้
- พูดลำบากอย่างกะทันหัน [1]
- ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขา [1]
- เดินลำบาก [1]
- การมองเห็นเปลี่ยนไป [1]
- หน้าเบี้ยว [1]
- ปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ หรือสับสน [1]
ใครควรเป็นผู้ฉีดฟิลเลอร์ และควรเช็กอะไรก่อนฉีด
FDA แนะให้เลือกผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตและผ่านการฝึกฉีดฟิลเลอร์ ส่วน อย. ไทยแนะให้เลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประจำและตรวจฉลากผลิตภัณฑ์ [1][3] FDA ระบุว่าไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ให้ตัวเอง และไม่ควรซื้อฟิลเลอร์ทางออนไลน์ เพราะอาจเป็นของปลอมหรือไม่ได้รับอนุมัติ [1]
อย. ไทยแนะให้ขอตรวจฉลากว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการอนุญาตหรือไม่ โดยดูเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ หรือค้นที่เว็บไซต์ของ อย. หรือผ่าน QR Code และถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ไว้เป็นหลักฐานก่อนรับบริการ [3]
FDA ให้คุยกับผู้ให้บริการเรื่องตำแหน่งที่ฉีดและความเสี่ยงของแต่ละตำแหน่ง และให้อ่านเอกสารกำกับของฟิลเลอร์ตัวที่จะใช้ [1] FDA ยังระบุว่าผู้ฉีดควรมีแผนรับมือไว้ล่วงหน้าหากฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด [1] รายการคำถามที่ควรเตรียมไปถามแพทย์มีดังนี้
- ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ชื่ออะไร และเลขทะเบียนของ อย. คืออะไร
- ตำแหน่งที่จะฉีดมีฉลากรองรับ หรือเป็นการใช้นอกฉลาก
- ความเสี่ยงเฉพาะของตำแหน่งนั้นคืออะไร
- ถ้าฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด สถานพยาบาลมีแผนรับมืออย่างไร [1]
- ถ้าต้องการเอาฟิลเลอร์ออก ใช้วิธีอะไร และมีความเสี่ยงอะไร
ใครควรเลื่อนหรือแจ้งแพทย์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
FDA ให้แจ้งแพทย์ถ้ามีผิวอักเสบหรือติดเชื้อ โรคเลือดออกง่าย หรือประวัติแพ้ และระบุว่าความปลอดภัยยังไม่ทราบในหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และผู้อายุต่ำกว่า 22 ปี [1] ถ้ามีสิวอักเสบ ผื่น หรือการติดเชื้อที่ผิว FDA ระบุว่าควรเลื่อนการฉีดไว้จนอาการสงบก่อน [1]
ประวัติแพ้ที่ต้องแจ้ง ได้แก่ แพ้คอลลาเจนหรือไข่ แพ้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แพ้ยาชาลิโดเคน และแพ้แบคทีเรีย เพราะฟิลเลอร์บางชนิดมีส่วนผสมเหล่านี้ [1]
FDA ระบุด้วยว่าความปลอดภัยยังไม่ทราบในผู้ที่เป็นแผลเป็นนูนง่าย [1] การใช้ร่วมกับโบท็อกหรือการรักษาอื่นยังไม่ได้ประเมินในการศึกษาแบบควบคุม และความปลอดภัยเมื่อใช้ซ้ำเป็นเวลานานก็ยังไม่ได้ประเมิน [1] เรื่องโบท็อกกับฟิลเลอร์ อ่านต่อที่ [[botox-vs-filler]]
อ่านต่อเรื่องฟิลเลอร์เรื่องไหนดี
บทความชุดฟิลเลอร์แยกอ่านตามบริเวณ ยี่ห้อ และการดูแลหลังฉีด ทุกเรื่องอ้างอิงแหล่งทางการและงานวิจัยเหมือนบทความนี้
- ริมฝีปาก: [[lip-filler]]
- ยี่ห้อ Restylane Juvederm Neuramis EPTQ: [[filler-brands-compared]]
- คาง ขมับ จมูก: [[chin-temple-nose-filler]]
- ร่องแก้มและแก้ม: [[nasolabial-cheek-filler]]
- หลังฉีด ก้อน และระยะที่อยู่: [[filler-aftercare-lumps-duration]]
- โบท็อกกับฟิลเลอร์: [[botox-vs-filler]]
- ใต้ตา: [[under-eye-filler-questions]]
- สกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์: [[skin-booster-vs-filler]]
คำถามที่พบบ่อย
ฟิลเลอร์คืออะไร?
คืออุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดฉีดที่ใช้เติมให้ใบหน้าดูเรียบหรือเต็มขึ้น [1] อย. จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องขออนุญาตก่อนจำหน่าย [3]
ฉีดฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง?
FDA สหรัฐฯ ระบุจุดที่ได้รับอนุมัติ เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก แก้ม คาง และหลังมือ ตามผลิตภัณฑ์แต่ละตัว [1] ส่วนระหว่างคิ้ว จมูก รอบดวงตา หน้าผาก และคอ FDA ระบุว่ายังไม่ได้อนุมัติ [1]
ฟิลเลอร์ละลายได้ไหม?
ฟิลเลอร์ชนิด HA ละลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส [5] ส่วนชนิดถาวรเอาออกยากหรือเอาออกไม่ได้ [1]
ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม ตาบอดได้จริงหรือ?
ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์เข้าหลอดเลือด FDA ระบุว่าโอกาสเกิดต่ำ แต่อาจทำให้เนื้อเยื่อตายหรือตาบอดได้ [1] อย. ไทยเตือนไว้เช่นกัน [3]
ใครควรเป็นผู้ฉีดฟิลเลอร์?
FDA แนะให้เลือกผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตและผ่านการฝึกฉีดฟิลเลอร์ [1] อย. ไทยแนะให้เลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประจำ [3]
ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ขึ้นกับวัสดุและตำแหน่งที่ฉีด [1] FDA ระบุว่าฟิลเลอร์ HA ให้ผลราว 6-12 เดือน [2] อ่านเพิ่มใน [[filler-aftercare-lumps-duration]]
ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ การทำหัตถการทุกชนิดควรทำโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต
แหล่งอ้างอิง
- US Food and Drug Administration. Dermal Fillers (Soft Tissue Fillers). Content current as of 07/06/2023; accessed 2026-10-12. https://www.fda.gov/medical-devices/aesthetic-cosmetic-devices/dermal-fillers-soft-tissue-fillersกลับไปที่ข้อความ
- US Food and Drug Administration. FDA-Approved Dermal Fillers. Content current as of 11/09/2020; accessed 2026-10-12. https://www.fda.gov/medical-devices/aesthetic-cosmetic-devices/fda-approved-dermal-fillersกลับไปที่ข้อความ
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). อย. แนะผู้บริโภค ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ก่อนใช้บริการ. ข่าวแจก 133, 5 กรกฎาคม 2566; accessed 2026-10-12. https://www.fda.moph.go.th/news/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8Cกลับไปที่ข้อความ
- Signorini M, Liew S, Sundaram H, et al; Global Aesthetics Consensus Group. Global Aesthetics Consensus: Avoidance and Management of Complications from Hyaluronic Acid Fillers: Evidence- and Opinion-Based Review and Consensus Recommendations. Plastic and Reconstructive Surgery. 2016;137(6):961e-971e. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5242216/กลับไปที่ข้อความ
- Murray G, Convery C, Walker L, Davies E. Guideline for the Safe Use of Hyaluronidase in Aesthetic Medicine, Including Modified High-dose Protocol. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology. 2021;14(8):E69-E75. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8570661/กลับไปที่ข้อความ
- Chatrath V, Banerjee PS, Goodman GJ, Rahman E. Soft-tissue Filler-associated Blindness: A Systematic Review of Case Reports and Case Series. Plastic and Reconstructive Surgery Global Open. 2019;7(4):e2173. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6554164/กลับไปที่ข้อความ
Juvelook (จูวีลุค) คืออะไร PDLLA ช่วยอะไร ข้อควรระวัง และสถานะการอนุมัติ
ฉีดหน้าใสกี่วันเห็นผล และหลังฉีดเมโสหน้าใสห้ามทำอะไร
Exosome (เอ็กโซโซม) คืออะไร ช่วยผิวได้จริงไหม หลักฐาน ความเสี่ยง และสถานะทางกฎหมาย
อยากหน้าเรียวต้องฉีดอะไร: ฉีดแฟต กับ โบกราม ต่างกันยังไง
ฉีดแฟตหน้าท้อง แขน ทำได้ไหม ฉีดสลายไขมันช่วยอะไรได้และไม่ได้
ฉีดกระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร PLLA, PDLLA, PN, Profhilo และเอ็กโซโซมต่างกันอย่างไร
ฉีดแฟต (เมโสแฟต) คืออะไร ช่วยอะไร เหมาะกับใคร
ฉีดเหนียง (ฉีดแฟตเหนียง) คืออะไร ยาที่อนุมัติต่างจากเมโสแฟตผสมอย่างไร